SMAS & Deep Plane Facelift เป็นแนวทางการยกกระชับใบหน้าที่มุ่งเน้นการจัดการปัญหาความหย่อนคล้อยในระดับโครงสร้างชั้นลึกของใบหน้า ไม่ได้ดูแลเพียงผิวหนังชั้นนอก แต่ให้ความสำคัญกับชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่มีบทบาทต่อรูปหน้าและความเปลี่ยนแปลงตามวัย แนวทางนี้ช่วยปรับสมดุลของใบหน้าให้ดูเข้ากับสัดส่วนเดิม โดยแพทย์จะประเมินโครงสร้างใบหน้า สภาพผิว และปัญหาเฉพาะของแต่ละบุคคลอย่างละเอียดก่อนวางแผนการดูแล
กระบวนการดูแลเริ่มจากการวิเคราะห์และวางแผนร่วมกับแพทย์ การออกแบบตำแหน่งแผลในจุดที่เหมาะสมตามแนวธรรมชาติของใบหน้า เพื่อลดการมองเห็นของรอยแผล จากนั้นจึงทำการยกและปรับตำแหน่งชั้น SMAS และ Deep Plane ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักที่ส่งผลต่อความหย่อนคล้อย เพื่อจัดการปัญหาจากต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการดึงผิวภายนอก
หลังจากการยกกระชับ แพทย์จะเย็บปิดแผลอย่างประณีตตามหลักทางการแพทย์ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตนเองช่วงพักฟื้นอย่างเหมาะสม ระยะเวลาการฟื้นตัวและผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับโครงสร้างผิว อายุ และการดูแลหลังการรักษา ผู้รับบริการควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
Mini Facelift และ Full Face Lift
Mini Facelift และ Full Face Lift เป็นแนวทางการยกกระชับใบหน้าที่ได้รับความสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยแตกต่างกัน โดย Mini Facelift เป็นการดึงหน้าเฉพาะจุด เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยบริเวณแก้มและกรอบหน้า ส่วน Full Face Lift เป็นการดูแลความหย่อนคล้อยแบบครอบคลุม ทั้งใบหน้าและลำคอ การเลือกวิธีดึงหน้าที่เหมาะสมควรพิจารณาจากสภาพผิว อายุ และโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล โดยต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง
ในด้านขั้นตอนการดูแล Mini Facelift มักใช้แผลขนาดเล็กและซ่อนในตำแหน่งที่เหมาะสม ระยะเวลาการพักฟื้นค่อนข้างสั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าเฉพาะจุดและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ขณะที่ Full Face Lift จะมีการเปิดแผลยาวกว่าเพื่อจัดการโครงสร้างใบหน้าได้หลายบริเวณ พร้อมดูแลปัญหาความหย่อนคล้อยของลำคอ จึงมีระยะเวลาการฟื้นตัวในระดับปานกลาง ทั้งนี้ แนวทางการดูแลและระยะเวลาพักฟื้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละราย
โดยทั่วไป Mini Facelift มักเหมาะกับผู้ที่มีอายุประมาณ 30–45 ปี ซึ่งเริ่มมีความหย่อนคล้อยบางจุด ขณะที่ Full Face Lift เหมาะกับผู้ที่มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป และมีความหย่อนคล้อยหลายบริเวณ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการดึงหน้าและระยะเวลาการฟื้นตัวไม่สามารถเหมือนกันในทุกราย ผู้ที่สนใจควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อเลือกวิธียกกระชับใบหน้าที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด
การเตรียมตัวก่อนดึงหน้า ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการดูแลก่อนการผ่าตัดดึงหน้า ที่ช่วยลดความเสี่ยงและสนับสนุนการฟื้นตัวหลังการรักษา หนึ่งในข้อแนะนำที่แพทย์มักให้ความสำคัญคือการงดวิตามินและอาหารเสริมบางชนิดอย่างน้อย 14 วันก่อนดึงหน้า เนื่องจากสารบางประเภทอาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด การเตรียมตัวก่อนศัลยกรรมดึงหน้าอย่างเหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลที่ไม่ควรมองข้าม
วิตามินและอาหารเสริมที่ต้องงดก่อนดึงหน้า ได้แก่ วิตามินอี น้ำมันปลา หรือโอเมกา-3 สารสกัดจากแปะก๊วย โสม และกระเทียมอัดเม็ด ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารเสริมที่อาจทำให้เลือดหยุดไหลช้าลง หรือรบกวนกระบวนการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่กำลังวางแผนเข้ารับการดึงหน้าหรือศัลยกรรมใบหน้า ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลว่า “ก่อนดึงหน้าห้ามกินอะไรบ้าง” เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดเลือดออก บวม หรือรอยช้ำในช่วงพักฟื้น
อย่างไรก็ตาม แนวทางการงดวิตามินก่อนผ่าตัดดึงหน้าอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวม โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ ผู้ที่สนใจศัลยกรรมดึงหน้าควรแจ้งประวัติการใช้ยา วิตามิน และอาหารเสริมทั้งหมดให้แพทย์ทราบ เพื่อให้แพทย์ประเมินและให้คำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนดึงหน้าได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
การเย็บแผลหลังการดึงหน้า เป็นขั้นตอนสำคัญที่มีผลต่อความเรียบเนียนของผิวและการฟื้นตัวของแนวแผล โดยรูปแบบการเย็บที่พบได้บ่อย ได้แก่ การเย็บซ่อนไหม (Buried Intradermal Sutures) และการเย็บแบบธรรมดา (Standard External Sutures) ซึ่งมีลักษณะและผลต่อผิวแตกต่างกัน การเลือกวิธีเย็บแผลจะพิจารณาจากตำแหน่งแผล สภาพผิว และความเหมาะสมของแต่ละบุคคลตามการประเมินของแพทย์
การเย็บซ่อนไหม (Buried Intradermal Sutures) เป็นการวางไหมไว้ภายในชั้นผิวหนัง (Dermis) โดยไม่มีไหมโผล่ออกมาบนผิวชั้นนอก ช่วยลดการระคายเคืองผิว และทำให้แนวแผลดูเรียบเนียนมากขึ้นเมื่อแผลเริ่มฟื้นตัว วิธีนี้มักถูกเลือกใช้ในการดูแลบริเวณใบหน้า เพื่อช่วยลดการมองเห็นของรอยตะเข็บบนผิว ในขณะที่ การเย็บแบบธรรมดา (Standard External Sutures) จะเป็นการเย็บไหมผ่านผิวหนังชั้นนอก ซึ่งอาจเห็นรอยไหมหรือแนวตะเข็บได้ชัดกว่า และจำเป็นต้องตัดไหมตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ
ทั้งนี้ รูปแบบการเย็บแผลที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความตึงของแผล ลักษณะผิว และการดูแลหลังการดึงหน้า รอยแผลและระยะเวลาการฟื้นตัวไม่สามารถเหมือนกันในทุกราย ผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และเข้ารับการติดตามอาการตามนัด เพื่อให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเหมาะสม
การเย็บแผลหลังการดึงหน้า เป็นขั้นตอนสำคัญที่มีผลต่อความเรียบเนียนของผิวและการฟื้นตัวของแนวแผล โดยรูปแบบการเย็บที่พบได้บ่อย ได้แก่ การเย็บซ่อนไหม (Buried Intradermal Sutures) และการเย็บแบบธรรมดา (Standard External Sutures) ซึ่งมีลักษณะและผลต่อผิวแตกต่างกัน การเลือกวิธีเย็บแผลจะพิจารณาจากตำแหน่งแผล สภาพผิว และความเหมาะสมของแต่ละบุคคลตามการประเมินของแพทย์
การเย็บซ่อนไหม (Buried Intradermal Sutures) เป็นการวางไหมไว้ภายในชั้นผิวหนัง (Dermis) โดยไม่มีไหมโผล่ออกมาบนผิวชั้นนอก ช่วยลดการระคายเคืองผิว และทำให้แนวแผลดูเรียบเนียนมากขึ้นเมื่อแผลเริ่มฟื้นตัว วิธีนี้มักถูกเลือกใช้ในการดูแลบริเวณใบหน้า เพื่อช่วยลดการมองเห็นของรอยตะเข็บบนผิว ในขณะที่ การเย็บแบบธรรมดา (Standard External Sutures) จะเป็นการเย็บไหมผ่านผิวหนังชั้นนอก ซึ่งอาจเห็นรอยไหมหรือแนวตะเข็บได้ชัดกว่า และจำเป็นต้องตัดไหมตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ
ทั้งนี้ รูปแบบการเย็บแผลที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความตึงของแผล ลักษณะผิว และการดูแลหลังการดึงหน้า รอยแผลและระยะเวลาการฟื้นตัวไม่สามารถเหมือนกันในทุกราย ผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และเข้ารับการติดตามอาการตามนัด เพื่อให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเหมาะสม